Tuesday, July 24, 2007

อิสภาพทางการเงิน เริ่มต้นได้ด้วยความคิดของเรา


เราทุกคนเกิดมาย่อมอยากอยู่ดีมีสุข ทำไมมนุษย์ถึงมีความแตกต่างกันมากนัก บางคนยากจน บางคนฐานะปานกลาง และบางคนร่ำรวย เป็นมหาเศรษฐี สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างกัน เริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ภายในตัวของเรา นั่นคือ ความคิด หรือ ทัศนคติ ของเรา มันเริ่มต้นจากตัวเราจริง ๆ

เป้าหมายชีวิตของข้าพเจ้าคือ มีอิสรภาพทางการเงิน จึงหาวิธีที่จะมีเงินให้ได้มาก ๆ เริ่มต้นก็ขยันอย่างไร้ทิศทาง ทุ่มเต็มที่กับ แนวคิดที่ว่าเราต้องประสบความสำเร็จให้ได้แต่ พลังก็มีจำกัด จึงต้องหาวัตถุดิบทางความคิด ต้องหาหางเสือให้กับเรือของตัวเอง ด้วยอุปนิสัยส่วนตัว เป็นคนเจ้าความคิด ชอบคิดนั่นคิดนี่ แต่ไม่เคยทำสำเร็จ จนมาพบผู้คนหลากหลาย คนที่ประสบความสำเร็จ ได้อ่านหนังสือ ที่แนะนำ ให้เราเดินไปได้ถูกทาง และ ไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อุปนิสัย ความคิดก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆในแนวทางที่ดีขึ้น

วันนี้จะไม่บอกแนวทางทำเงินที่ชัดเจน เพราะทุกคนก็จะมีแนวทางที่เป็นของตัวเอง เรารบกันต่างเวลา ต่างสถานการณ์ แต่มั่นใจว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นแนวทางเป็นแรงบันดารใจให้ผู้ที่อ่านสามารถค้นพบวิถีแนวทางประสบความสำเร็จที่เป็นของตนเอง

ดังนั้นจึงขอยกตัวอย่างแนวทางของตัวเอง ที่มีเป้าหมายมีอิสรภาพทางการเงิน เป็นส่วนใหญ่

หากถามว่าทำไมถึงอยากมีอิสรภาพทางการเงิน อาจจะเป็นเพราะทนไม่ไหวที่ตัวเองต้องวนเวียนอยู่กับความล้มเหลวทางการเงินตลอดเวลา มีความรู้สึกว่าตัวเองมีความไม่มั่นคงในชีวิตไม่มีเงินเก็บสำหรับอนาคต ไม่มีเงินออมที่จะไว้ใช้ยามที่เจ็บป่วย มีความทุกข์ทรมานทางจิตใจกับการที่ไม่มีเงินเพียงพอที่จะใช้ในแต่ละเดือน ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นอดอยาก แต่ก็รู้สึกอึดอัดในช่วงต้นเดือนและปลายเดือน มองดูเงินที่ผ่านเข้ามาในมือ และ ผ่านออกไปอย่างรวดเร็ว โดยมิได้ชื่นชมได้นาน ทั้งที่เงินเดือนของเราก็ขึ้นทุกปี แต่ก็ดูเหมือนว่า ความต้องการก็ไม่เคยจะเพียงพอเลยซักครั้ง มีเรื่องที่จะต้องใช้ มีเรื่องที่จะต้องจ่ายอยู่ตลอดเวลา เคยเปรียบเทียบกับคนที่เงินเดือนน้อยเพียงแค่ 5,000 บาท แต่คนเหล่านั้นก็อยู่ได้อย่างมีความสุข มีเฟอร์นิเจอร์ มีรถ มีบ้าน มีทุกอย่างที่ต้องการ เมื่อความรู้สึกแย่กับตัวเองมีมากขึ้น ก็กลับมานั่งคิดคนเดียวว่าเราจะทำอย่างไรได้ ทำงานพิเศษ เวลาก็ไม่มีที่จะทำ จะขอเงินเดือนเพิ่ม ก็คิดว่าเรามีความสามารถมากพอแล้วหรือที่จะไปขอเงินเดือนเพิ่ม จะลงทุนทำธุรกิจ ก็ไม่มีทั้งเงินหรือเวลา สิ่งเหล่านี้ฝังใจเรื่อยมา คิดอยู่ตลอดเวลา ว่าจะทำอย่างไรถึงจะมีอิสรภาพทางการเงิน

วางเป้าหมาย แผนที่ชีวิต
สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เราต้องสร้างเป้าหมายของเราขึ้นมาให้ชัดเจน หากต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน ก็ให้วาดภาพว่าจะเป็นอิสรภาพทางการเงินแบบไหน ซึ่งอาจจะเป็น การได้เดินทางท่องไปในโลก ไปยังที่ต่าง ๆ ทั้งที่ดูหรูหรา หรือเข้าไปในวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ดูธรรมชาติ ริมธารใส มีหยดน้ำที่เกาะตรงปลายหญ้า บนพื้นสีขาวที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ มีคนที่รู้ใจอยู่เคียงข้าง ยืนสนทนาเรื่องปรัชญาชีวิต โดยไม่ต้องทุกข์ร้อนกับโลกภายนอก ใช้ชีวิตโดยไม่มีเงินมาคอยควบคุมชีวิต หรือ มีใครมามองด้วยความเย้ยหยันในความไร้ค่า ไร้ประสิทธิภาพของเรา สามารถมีสิ่งของหรือเงินตราไปช่วยเหลือผู้ที่ประสบความทุกข์ยาก สามารถให้โอกาสแก่คนอื่น ๆ ได้

เมื่อเราตั้งเป้าหมายเรานี้แล้ว ให้ย้ำเตือน ตัวเองอยู่เสมอ ถึงเป้าหมายขอเรา ระลึกถึงทุกครั้งที่มีโอกาส ให้ความสนใจในเป้าหมายของเราอย่างสม่ำเสมอ การที่เราทำแผนที่ชีวิต หรือเป้าหมายของเราให้เห็นเป็นรูปภาพ เราก็จะนึกถึงเป้าหมายของเราได้ง่ายขึ้น เราอาจจะตัดเอารูปของเรา มาใส่ไว้ท่ามกลาง บ้านที่เราอยากได้ เงินที่เราอยากมี หรือแม้กระทั่งเมืองที่เราอยากเป็นเจ้าของ สถานที่ท่องเที่ยวที่เราอยากเป็น การทำเช่นนี้ก็เป็นการทุ่นแรงทางความคิดให้เราคิดถึงที่เราอยากจะเป็น อยากจะทำได้ง่ายกว่าเดิม

สิ่งที่เราถูกสอนกันมาก็คือ ให้พึงพอใจในสิ่งที่ตนมี แต่บางครั้งการคิดเช่นนี้ก็อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการตั้งเป้าหมายด้วยเข้าใจผิด การพึงพอใจในสิ่งที่ตนมี คือ การมีความสุขกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่สามารถคิดถึงสิ่งที่ดีกว่า เราอยากจะมี อยากจะประสบความสำเร็จ อยากมีอิสรภาพทางการเงิน มิใช่ เราไม่ได้พึงพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ เรามิได้ไขว่คว้า หรือทะเยอทะยานเกินตัว แต่ เรียกว่า การที่เรายอมให้ พลังธรรมชาติไหลผ่านเข้าตัวของเรา ให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ อย่างสมดุล


ขอบคุณและให้อภัย
ฟังดูอาจจะดูงง ว่า ธรรมชาติสมดุล มันเกี่ยวข้องอะไรกับการตั้งเป้าหมาย อยากจะให้เราคิดถึงสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้

บางครั้งเรายังโทษคนอื่น ยังโทษสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวของเรา ที่ทำให้เราอยู่ ณ ปัจจุบัน ทำให้เราเหมือนติดอยู่ในมุมมืด ไม่สามารถที่จะโผล่หัวของเราออกมาเพื่อรับกับความโชคดี หรือ สิ่งดี ๆ ในชีวิตได้ เมื่อเราไขว่คว้า เราจะไม่ได้อะไรเลย ถ้าหากเรา ไม่ได้รู้สึกเป็นสุขในชีวิต

สิ่งที่จะแก้ไขความรู้สึกนี้ได้ก็คือ ให้เรายกโทษ กับคนที่ทำกับเรา ขอบคุณ และ ให้อภัย ฟังแล้วอาจจะดูง่าย แต่บางคนอาจจะทำยาก เราจะขอบคุณและให้อภัยได้อย่างไร ในเมื่อ มีคนที่จ้องจะทำร้าย และรุกราน เพื่อทำให้เราล้มลง ปัญหาครอบครัว ปัญหาการทำงาน ปัญหาด้านการเงิน ปัญหาด้านความสัมพันธ์ และปัญหาด้านอื่นอีกมากมายและที่สำคัญ ปัญหาไม่ได้มาจากตัวเรา เป็นปัญหาจากคนอื่น เราไม่สามารถควบคุมได้ หลายคนอาจคิดในใจ

สิ่งแรกที่เราต้องทำหากต้องการที่จะแก้ปัญหาคือ ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งที่เกิดอาจจะด้วยตัวคุณเองหรือสิ่งภายนอก ให้ลืมมันไป ไม่ต้องโทษใครหรืออะไรที่ทำให้เกิด สิ่งที่เราต้องทำคือ ขอบคุณ หาข้อดีที่เรื่องนี้ได้เกิดขึ้น วันหนึ่งเราอาจถูกไล่ออกจากงาน เพราะ บริษัทกำลังกำลังจะปิดตัว และต้องการลดคนที่มีคุณค่าน้อยที่สุดขององค์กร ให้เราขอบคุณ เพราะคุณได้ทำอะไรอย่างที่ตัวเองอยากทำ ไม่ว่าจะเรียนต่อ หรือ ได้โอกาสหางานใหม่ที่ดีกว่าเดิม ขอบคุณที่บริษัทให้โอกาสได้เรียนรู้งานที่ผ่านมา เพื่อเป็นต้นทุนในการสร้างธุรกิจของตัวเอง คุณก็ได้ทำสิ่งที่คุณอยากจะทำแต่ไม่มีเวลาเพราะมัวยุ่งแต่กับงานของบริษัทซะที การที่เราได้รู้สึก และคิดแบบนี้ เราจะรู้สึก ที่จะให้อภัยได้ง่ายขึ้น การไม่ให้อภัย ก็เปรียบ เสมือน ที่เราดื่มยาพิษ และหวังที่จะให้คนอื่นตาย แต่ความจริงแล้ว เป็นเราเองต่างหากที่ต้องตาย

โปรดจำไว้ ว่าหาเหตุผลที่จะขอบคุณทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ทุกวัน และ คุณจะหลุดจากความรู้สึกที่ย่ำแย่ทั้งหลาย และ เป็นอิสระที่จะคิดที่จะทำอะไร ได้อย่างมีสติ และมีความสุขมากขึ้น และชีวิตของเราก็จะเกิดการสมดุล เสมือนการที่เราทรงตัวอยู่บนคาน ไม่มีอะไรมาเป็นเครื่องหลัง มีแต่ไม้คานทรงตัว ไม่มีอะไรมาเป็นภาระที่จะดึงรั้งให้เราตกลงจากคาน สิ่งที่คุณต้องกังวลเป็นอย่างเดียวคือ ทำอย่างไรให้ไปสู่จุดหมายปลายทาง หรือเป้าหมายให้สำเร็จเพียงเท่านั้น

มิเช่นนั้นก็เหมือนกับการที่เราปิดกั้นตัวเอง ไม่ให้ได้พบกับสิ่งที่ดี ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิต แต่หากเราเปิดความรู้สึก ปล่อยสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกหนักอื้ง ให้วางลง และพร้อมจะเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ เหมือนกับแก้วที่ว่างเปล่า พร้อมที่จะรับสิ่งดี ๆ ให้ไหลผ่านกายของเรา เป็นการยินยอมให้สิ่งต่าง ๆ ได้เกิดขึ้น เราก็จะอยู่เหนือปัญหา และสามารถขบคิดได้อย่างมีสติ
Post a Comment